"จดหมายลับไป่เหอ"

 

หลังจากที่ได้เปิดอ่านอีเมลล์ที่ส่งมาจากเพื่อน และลบบางฉบับที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง ฉันก็อดหวนนึกถึงอดีตที่ผู้คนยังติดต่อกันด้วยการเขียนจดหมายส่งถึงกันอย่างแพร่หลายไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าจดหมายที่เขียนขึ้นมาเองกับมือนั้นสามารถบอกเล่าความรู้สึก ความคิด ความปรารถนา ของผู้เขียนจดหมาย ผ่านลายมือเรียงร้อยสู่ลำนำตัวอักษรให้แก่คนที่อ่านได้เข้าใจเป็นอย่างดี ต่างกับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันที่ส่งหากันอย่างง่ายดาย ทั้งเรื่องจำเป็น และเรื่องไร้สาระ จนบางทีก็กลายเป็นขยะทางสายตา ทำให้ฉันคิดถึงเรื่องราวชีวิตของหญิงชาวจีนสองคนที่เขียนจดหมายหากันเพื่อแบ่งปันความรู้สึกซึ่งกันและกัน ใช้มันเป็นแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป และที่สำคัญ เป็นจดหมายลับที่เขียนด้วยภาษาลับของผู้หญิงใน"จดหมายลับไป่เหอ"

หนังสือเล่มแม้จะเขียนโดย ลิซ่า ซี นักเขียนหญิงเชื้อสาย อเมริกันจีน ที่เติบโตขึ้นมาใน ลอส แอนเจลิส ทว่าบรรยากาศต่างๆที่เธอเขียนในเรื่องกลับงดงาม และ มีกลิ่นอายของความเป็นจีนแท้ๆอยู่เต็มเปี่ยม จึงส่งผลให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีของจีนได้ไม่ยาก เช่นการมัดเท้า แม้ว่าโลกที่เจริญแล้วจะมองดูว่าประเพณีนี้เป็นวิถีการดำเนินชีวิตอันโหดร้ายก็ตามที แต่มันคือความเจ็บปวดที่ผู้เป็นแม่มอบให้แก่ลูกสาว เพื่ออนาคตอันสดใสของพวกเธอเอง เช่นเดียวกับที่แม่ของไป่เหอและป้าของเสว่ฮวาทำเพื่อพวกเธอ

ไป่เหอ คือชื่อของเด็กหญิงที่เกิดมาในครอบครัวชาวนาธรรมดา แต่ดวงของเธอกลับสามารถผูกเข้ากับเด็กหญิงอีกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ เสว่ฮวา หลานคุณนายหวางแม่สื่อจากหมู่บ้านถงโข่วที่ร่ำรวยที่สุดในอำเภอ ซึ่งทำให้พวกเธอทั้งสองกลายเป็นเหล่าถงกัน  และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวแห่งมิตรภาพ ความรัก ความทุกข์ยากลำบาก ของทั้งคู่ที่เขียนหากันโดยใช้หนี่ซูภาษาที่หญิงชาวจีนประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ส่งเรื่องราวลับๆหากัน แต่เปล่าเลย ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะอ่านมันไม่ออก เพราะมันเป็นตัวหนังสือที่ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือที่พวกผู้ชายใช้กัน เพียงแต่พวกเขาไม่สนใจ และทำเป็นไม่เห็นเท่านั้นเอง 

คำว่าเหล่าถง นั้นมีความหมายว่า เหมือนกัน ซึ่งเด็กหญิงที่เกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกัน จะผูกสัมพันธ์กันเป็นเหล่าถง หรือคู่เหมือนซึ่งความสัมพันธ์นี้จะแน่นแฟ้น ชั่วชีวิต และไม่อาจมีพี่น้องร่วมสาบาน หรือเพื่อนหญิง กับคนอื่นไม่ได้ ดังนั้น เมื่อไป่เหอ และ เสว่ฮวาเป็นเหล่าถงกันแล้ว จึงมีเพียงสองคนเท่านั้นที่เขียนจดหมายไปมาหาสู่กันได้ ไม่สามารถเขียนให้คนอื่นดั่งคำกล่าวที่ว่าม้าดีย่อมไม่เทียมสองอาน หญิงดีจักไม่ทรยศเหล่าถงพวกเธอทั้งสองจึงเขียนหนี่ซูกันลงบนพัดทีละซี่และ ส่งหากันยามมีเรื่องราวต่างๆที่ต้องการจะปรึกษา ขอความเห็นใจ และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้

เมื่อลองคิดดูเผินๆ หนี่ซู คงเป็นสิ่งที่จะช่วยพวกเธอไว้ทุกครั้งเมื่อมีความไม่สบายใจ  ทว่า หนี่ซู เองก็ทำให้ชีวิตของทั้งสองเข้าสู่จุดหักเหที่ใหญ่หลวงจนไม่อาจลืมเลือนมันไปทั้งชีวิตเช่นกัน 



บทเรียนชีวิตใน จดหมายลับไป่เหออาจจะสอนอะไรหลายๆอย่างให้แก่ผู้อ่าน เช่น สัจธรรมของโลกใบนี้ ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าเราจะสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่เท่านั้นเอง  หรือการแสดงออกทางสังคมของ หญิงชาวจีน ที่ต้องปฏิบัติตามประเพณี อย่างเคร่งครัด แต่ก็ยังมีการระบายความทุกข์ความเครียด ความกดดัน ความรู้สึกต่างๆผ่านภาษาที่พวกเธอคิดค้นขึ้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเธอก็มีตัวตนอยู่ในสังคมเช่นกัน ทำให้เห็นได้ว่าเพศหญิงก็มีความสามารถ และเสมอภาคเท่าเทียมกับเพศชาย และท้ายที่สุดอาจทำให้มีผู้ที่เห็นคุณค่า เวลาติดต่อส่งจดหมายหากันมากขึ้นก็เป็นได้ และหากอยากที่จะติดต่อ หรือแสดงความคิดเห็นต่อผู้เขียนก็สามารถเยี่ยมชมเว็บไซท์ของเธอได้ที่ www. lisasee.com  >>> แล้วจะรู้ได้เองว่าเธอสามารถถ่ายทอดความเป็นจีนในสายเลือดของเธอออกมาได้ดีเพียงใด

 

 

*คัดลอกจากคอลัมน์ "หนอนหนังสือ" ของหนังสือพิมพ์อ่างแก้ว ฉบับ        ที่ .. ๒๕๕๐ (เขียนโดยข้าพเจ้าเอง อิอิ)

 

 

 

(ภาพจากhttp://www.sanskritbook.com/book/book_snow.htm เป็นสนพ.เรื่องนี้นี่เอง)

สำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมชาวจีน ชนเผ่าเย้า หรือการมัดเท้า ห้ามพลาดเล่มนี้เด็ดขาด

(ข้าพเจ้าจะเขียนถึง Body MOD เร็ว ๆ นี้ การมัดเท้าก็อยู่ในBody MOD ด้วย โปรดติดตาม)


เอารูปไปดูก่อนละกัน

(ภาพจากhttp://www.sanskritbook.com/book/book_snow.htm เป็นสนพ.เรื่องนี้นี่เอง)

 

 
เท้าที่ดึจะต้องมีช่องตรงกลางพอเสียบเหรียญเข้าไปได้
 
 
 
เท้าที่สวยที่สุดจะต้องไม่เกินสามนิ้ว (ดอกบัวทอง) และหญิงสาวจะต้องเย็บรองเท้าใส่เองทุกคู่(แหงละ ไซส์นี้คงไม่มีขาย)
 
 
 
+++จริง ๆ จะเขียนถึงอ่างแก้ว แต่รูปหายไปไหนหมดไม่รู้แฮะ เลยเอาบทความที่ลงอ่างแก้วมาให้อ่านแทน (เกี่ยวมั้ย?)
 
=ป่วยจิต= 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry